“อนุทิน” นำครม.ใหม่ให้คำมั่น พาชาติพ้นวิกฤติ ลั่น ปชช.ต้องเดือดร้อนน้อยที่สุด จ่อปรับลดงบประมาณ รื้อโครงสร้างพลังงาน เล็งใช้พ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน แก้ไขปัญหา
เมื่อเวลา 21.55 น.วันที่ 6 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงผลการประชุม ครม.นัดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง
โดยนายกฯ แถลงว่า วันนี้เรามีการประชุมครม. นัดแรกภายหลังจากที่นำ ครม. เข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งนับว่าตั้งแต่วินาทีนั้นครม. ชุดนี้ก็มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ซึ่งวันนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการบรรเทาภาระและความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้ปุ๋ย เม็ดพลาสติกในตลาดโลก ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
ซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ความขัดแย้งยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ในอนาคตเหตุการณ์อาจจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคนี้ ก็ยังคงใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ ดังนั้นราคาของพลังงานและการขาดแคลนปิโตรเคมี ก็จะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง
นายกฯ กล่าวต่อว่า ประการสำคัญที่รัฐบาลต้องนำเรียนกับประชาชนตามตรง แม้รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ แต่ปริมาณของน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้มีความยากลำบากมากขึ้นในการหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งอื่น รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่อไป
“ผมและครม.ชุดใหม่ทุกคนขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ปัญหา และหาทางช่วยเหลือ และรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วน ให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้ด้วยกันให้ได้ ขอให้ประชาชนให้ความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดนี้ ว่าพวกเราจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและทำงานเพื่อพวกท่าน เพราะเรามาจากพวกท่าน
รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณ ในส่วนของภาครัฐ เพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือ ในการลดผลกระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก และจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย
การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งจะได้ศึกษาในรายละเอียด ต่อไปและจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าผ่านพ้นไปด้วยดีภายในสัปดาห์นี้” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต ที่ส่งผลกระทบระดับโลก เรายอมรับความจริงและจะปรับเปลี่ยน เพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคี ความร่วมมือของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้ ตนเชื่อว่าประชาชนชาวไทยทุกคน จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล และเราจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน และอยู่กับความเปลี่ยนแปล งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ได้อย่างมั่นคง
ทั้งนี้ในการประชุมครม. ตนได้แจ้งให้ครม.ได้รับทราบถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน เรื่องที่สืบเนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะต้องดำเนินการสนับสนุนต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศ และประชาชน
ช่วงนี้น้ำมันและผลิตภัณฑ์อาจจะมีราคาแพง และขาดแคลนไปบ้าง ซึ่งรัฐบาลจะพยายามทำให้ส่งผลกับประชาชนน้อยที่สุด และเราขอย้ำว่า มีมาตรการช่วยเหลือ ลดความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีจะรับผิดชอบ จะได้แถลงให้กับประชาชนได้รับทราบ ในเวลาไม่นานจากนี้ นอกจากนี้ตนขอความร่วมมือครม. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ สุดกำลังความสามารถ ในการที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆของรัฐบาล เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
เมื่อถามว่า วันนี้ในที่ประชุมครม.ไม่มีมติเรื่องลดค่าโรงกลั่น และภาษีสรรพสามิตใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ซึ่งอย่างที่เรียน ทุกอย่างจะเป็นรูปธรรม และได้รับการปฏิบัติโดยเร็ว เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา คาดว่าใน 2-3 วันนี้
เมื่อถามว่า มีการใช้อำนาจตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้อำนาจของนายกฯ ตามพ.ร.ก.ปี 2516 อาจมีบางส่วน ซึ่งตนยืนยันว่าทางกระทรวงพลังงาน หรือรมว.คลังได้แจ้งถึงความจำเป็น ที่จะต้องใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ดังกล่าว ตนให้คำยืนยันว่าตนพร้อมที่จะรับผิดชอบและจะดำเนินการในอำนาจตามขอบเขตที่ตนมี ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นการลดความเดือดร้อนของประชาชน